18 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10035986}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10035986

มาแว้วเด้อ……ย้อนให้อ่าน3บรรทัดนะเพ่…

การปกครองปากีสถานตะวันออกและตะวันตกนั้น อังกฤษให้อำนาจการปกครองไปอยู่ที่ปากีสถานตะวันตก ส่วนปากีสถานตะวันออกก็คือจังหวัดหนึ่งของปากีสถาน (ซึ่งมีอินเดียคั่นกลาง)

รัฐบาลและผู้แทนราษฎรจะกุมอำนาจทางการเมืองอยู่ที่ปากีสถานตะวันตกอย่างเดียว เวลาเงินเดือนออกทางปากีสถานตะวันตกก็จะขนเงินเอามาจ่ายให้ เหมือนกับว่ากระทรวงการคลังของเราจะเป็นผู้ส่งไปหรือให้คนที่มีหน้าที่มารับเงินไปจ่ายกันเองทำนองนั้น

ซึ่งคนไทยเราไม่รู้สึกอะไร เนื่องจากของเรามันเป็นแผ่นดินติดต่อกัน และการไปมาหาสู่กันสะดวก( ที่เขียนแบบนี้ เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นมาประมาณ40กว่าปีแล้วนะครับ การโอนเงินผ่านทางแบ็งค์แบบข้ามประเทศยังไม่มี….ATM ก็ยังเป็นวุ้นอยู่)…….

แต่ปากีสถานตะวันออกซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของปากีสถานตะวันตกนั้น มันอยู่ห่างกันประมาณ 2,500 กม. โดยมีประเทศอินเดียคั่นกลางนะครับ หากจะขับรถขนเงินข้ามประเทศอินเดียมาจ่ายเงินเดือนกันที่ปากีสถานตะวันออกนี่ก็จะต้องใช้เวลาลำเลียงไม่น้อยกว่า 5 วันหรือ 7 วันไปนู่น
ผมเองยังนึกภาพเหตุการณ์ไม่ออก ว่ามันจะเป็นยังไงเพราะถนนในอินเดียนั้น มีผิวจราจรอยู่ประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้มั้ง เวลารถวิ่งสวนกันทีหนึ่งล้อของแต่ละฝ่ายก็จะต้องวิ่งไต่ขอบถนนอยู่ข้างละครึ่งคัน วันหนึ่งเดินทางได้อย่างเก่ง 300-400 กม. ตับก็แล่บออกมานอกปากแล้วครับ

เพราะฉะนั้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี่เอง ปากีสถานตะวันออกก็ขอแยกตัวออกจากเมืองแม่ คือปากีสถานตะวันตก มีการเรียกร้องดินแดนให้เป็นเอกเทศ

ทางด้านปากีสถานตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งรัฐบาลนั้นก็ส่งทหารมาปราบปรามชาวบ้าน มีการยิงล้างเผ่าพันธุ์กันอย่างมโหฬาร ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวผมก็โตพอจะเห็นเหตุการณ์จากหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ้างหรอก ก็เลยจำได้(ก็หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนี่แหละ ตอนนั้นชื่อหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทอง ราคาเล่มละ75สตางค์มั้ง..ส่วนหนังสือพิมพ์อื่นๆเช่นสยามรัฐก็50สตางค์)

ตอนนั้น นางอินทิรา คานธี เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังมีเรื่องระหองระแหงอยู่กับจีนที่แคว้นซินเกียง และเรื่องที่จีนจะฮุบประเทศธิเบตไปผสมอยู่ด้วย. .นางอินทิราก็เลยหันมาสนับสนุนปากีสถานตะวันออกให้แบ่งแยกดินแดน โดยปากีสถานตะวันออกซึ่งไม่มีอาวุธปืนจะสู้รบกับรัฐบาลกลาง ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้อินเดียมาเป็นพวก

พอปากีสถานตะวันออกเปิดไฟเขียวให้อย่างนี้ นางอินทิราก็สั่งให้ทหารอินเดียข้ามพรหมแดนมาช่วยปากีสถานตะวันออก รบกับรัฐบาลกลาง(ปากีสถานตะวันตก) และก็ยังมีองค์การสหประชาชาติ เข้ามาช่วยกดดัน ด้วยเหตุผลที่ปากีสถานตะวันตกเป็นชนชาติมุสลิมไม่สามารถเข้ากับคนปากีสถานตะวันออกได้อีก

ชาวโลกก็เลยเห็นใจช่วยกันกดดัน จนปากีสถานปล่อยให้จังหวัดนี้ตั้งเป็นประเทศใหม่ในนามของประเทศบังคลาเทศนี่ไง

และประเทศบังคลาเทศนี่ก็กลายเป็นรัฐกันชนกลายๆ ของอินเดียไปในที ทำให้อินเดียโล่งอกขึ้นอีกพะเรอเกวียน ที่ได้บังคลาเทศมาเป็นเพื่อนสนิทช่วยผลักดันจีนอีกแรงหนึ่ง

โอย…..นี่ผมกำลังจะพาน้องๆหลานๆไปเที่ยวอินโดเนเซียหรืออินเดียกันแน่ฟะ…..ผมชักงงแล้วเฟ้ย

เอ้า ย้อนกลับมาที่เมืองอิเหนานี่อีกทีนะครับ
อนุสรณ์สถานที่ผมบอกว่า มีการนำเอาทองคำขึ้นไปประดิษฐ์เอาไว้ยังส่วนยอดของมันนั้น ตั้งอยู่กลางใจเมืองจาการ์ต้า มองเห็นยอดโดมของอนุสรณ์สถานได้แต่ไกล

ซึ่งทางการได้สร้างเป็นอุโมงค์ให้คนเดินลอดถนนเข้าไปเที่ยวดูประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาทำเป็นรูปปั้นจำลองเหตุการณ์ในยุคสมัยที่ชาวอินโดเนเซียเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินในยุคต้น ๆ เอาไว้อย่างละเอียด โดยกั้นเป็นห้องๆ (รูปปั้นนี่ตัวขนาดกำปั้นนะครับ ใส่กระบะปิดกระจกเอาไว้เป็นยุคๆ…..) ไม่ได้ใหญ่โตแบบพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งอย่างในเมืองไทยเรา)

เขาทำเป็นรูปปูนปั้นแบบชีวิตธรรมชาติและมีการให้สีเหมือนธรรมชาติซะด้วยแฮะ เช่นมีคนนั่งหุงข้าว บางคนก็เลี้ยงควาย .เขาทำใส่กระบะขนาดกว้างด้านละ 2 เมตรแบ่งเป็นล็อคๆขนานไปกับห้องที่จัดแสดง แล้วก็มีกระจกครอบเอาไว้ กันคนมือบอนไปแฮ้บเอาตุ๊กตาของเขาไป แล้วก็มีภาษาอังกฤษอธิบายให้รู้ถึงที่มาที่ไปของประวัติศาสตร์

จนมาถึงยุคที่ดัทช์เข้ามายึดครองประเทศเขาในยุคต่อมา จะเห็นว่ามีการใช้กำลังทหารและการทารุนกรรมอะไรต่างๆนานา จนกระทั่งมาถึงยุคที่ประธานาธิบดีซูการ์โน เรียกร้องอำนาจการปกครองตนเอง สหประชาชาติต้องยื่นมือเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่ง

sลังจากสงครามโลกยุติ ประเทศอินโดเนเซียก็ได้รับอิสรภาพ ซึ่งทุกๆ ปีเขาก็จะมีการเฉลิมฉลองเอกราชกันอย่างที่ผมได้เล่าให้ฟังไปแล้วในบรรทัดต้นๆ
ที่อนุสรณ์สถานแห่งนี้ มีสิ่งที่น่าชมเชยผู้จัดเป็นอย่างยิ่งก็คือ เขาจะมีแท่นอยู่มุมหนึ่งของอนุสรณ์สถาน และจัดฉากให้เหมือนท้องพระโรง….. มองดูขึงขังและน่าเกรงขามอยู่ในทีครับ

รูปนี้น่าจะเป็นอนุสรณ์สถานของประธานาธิปดีซูฮาร์โตนะ…..มันไกลจนไม่เห็นรายละเอียดของสิ่งก่อสร้าง…..แต่โดยรวมแล้วก็น่าจะใช่ครับ

แก้ไขเมื่อ 18 ธ.ค. 53 20:11:44

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 18 ธ.ค. 53 20:07:42

17 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในกดีต{แตกประเด็นจาก V10030999}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10030999

มาแว้ว………

ได้อธิบายไปแล้วว่า น้าหยอยเคยไปพบเห็นพิธีการฉลองเอกราชของประเทศอินโดเนเซียครบ 50 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง

การฉลองครบการได้เอกราชของชนในภูมิภาคแห่งนี้มักจะมีอายุครบ 50 ปี คล้าย ๆ กัน ทั้งนี้เนื่องจาก. ไม่ใช่แฮะ มันต้องมีผลต่อเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง

พร้อมกับการหมดเรี่ยวแรงของฝรั่งอั้งม้อที่ถูกประเทศญี่ปุ่นบุกเข้ามายึดเอาเมืองขึ้นของฝรั่งเหล่านั้นจนหลุดจากอำนาจการปกครองของฝรั่งไปในทีน่าจะถูกต้องกว่า

ผมถึงบอกไปในบรรทัดต้น ๆ ไงล่ะว่ามันมีผลต่อเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงนั่นเอง

อันว่าประเทศอินโดเนเซียนั้น หัสเดิมเริ่มแรกก็คือเกาะที่มีประชาชนชาวประมงไปตั้งแค้มป์รวมกลุ่มกันเป็นหมู่บ้าน ในศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ 400 ปีเศษมาแล้ว โดยในระยะเริ่มแรกตั้งชื่อเมืองหลวงนั้นเมืองแห่งนี้ชื่อเมืองซุนดากีลาปา

แล้วก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น “จายาการ์ร์ร์ต้า” อย่าลืมกระดกลิ้นที่คำว่าการ์ร์ร์เหมือนเดิมนะเพ่

พอถึงช่วงเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ชาวดัชท์หรือเนเธอแลนด์ได้เข้ามายึดเมืองอิเหนาเป็นเมืองขึ้น รัฐบาลเนเธอแลนด์ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองปัตตาเวีย และไทยในยุคนั้นเรียกกันว่าเมือง “ปัตตาเวีย” ซึ่งเป็นที่มาของสัปรดปัตตาเวีย ที่เรากินกันทุกวันนี้ไงครับ

จนเมื่อผ่านสงครามโลกมาถึง พ.ศ.2488 ประธานาธิบดีซูการ์โน ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “จาการ์ร์ร์ต้า” อย่างในปัจจุบัน โดยมีอนุสรณ์สถานผู้กอบกู้เอกราชตั้งเป็นพยานอยู่กลางเมือง

ไอ้เรื่องชื่อเมืองนี้ก็แปลก ลงว่าพอได้มีฝรั่งมังฆ้องมายึดเมืองได้เมื่อไหร่ มันจะจัดการเปลี่ยนชื่อแซ่ของเมืองเดิมเขาให้เสร็จสรรพ เล่นเอาเจ้าของประเทศปวดกะโหลกเวียนเฮดไปหมด

อย่างเมืองบังคลาเทศนั้น แต่เดิมเขาชื่อเมืองแบงกล่า…..เป็นชื่อ ๆ หนึ่งของรัฐแบงกอลของประเทศอินเดีย ซึ่งแต่เดิมประเทศอินเดียก็ชื่อประเทศฮินดูสถาน .ส่วนประเทศปากีสถานนั้นมันก็คือรัฐหรือส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย

แต่ความที่ประเทศอินเดียมันกว้างใหญ่ไพศาล จนมีการเรียกขานพื้นที่แห่งนี้ว่า “ชมพูทวีป” อังกฤษก็เลยต้องแบ่งอินเดียออกเป็นสามส่วน

คือส่วนที่เป็นบังคลาเทศนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ อังกฤษก็เรียกว่า “แบงกอลตะวันออก” ส่วนตรงกลางประเทศที่เป็นฮินดูสถานนั้น

อังกฤษก็ตั้งเป็นประเทศอินเดีย ส่วนประเทศปากีสถานในปัจจุบันนั้น อังกฤษก็ตั้งเป็นแบกอลตะวันตก…เป็นประเทศเดียวกับแบงกอลตะวันออก

กลายเป็นประเทศสองซีก คือตะวันออกกับตะวันตกโดยมีอินเดียคั่นกลาง

จากชื่อแบงกอลตะวันออกกับแบงกอลตะวันตกนั้น อังกฤษก็มาเปลี่ยนเป็นปากีสถานตะวันออก (คือบังคลาเทศในปัจจุบัน) และปากีสถานตะวันตก (คือปากีสถานในปัจจุบัน)

การปกครองปากีสถานตะวันออกและตะวันตกนั้น อังกฤษให้อำนาจการปกครองไปอยู่ที่ปากีสถานตะวันตก ส่วนปากีสถานตะวันออกก็คือจังหวัดหนึ่งของปากีสถาน (ซึ่งมีอินเดียคั่นกลาง) รัฐบาลและผู้แทนราษฎรจะกุมอำนาจทางการเมืองอยู่ที่ปากีสถานตะวันตกอย่างเดียว เวลาเงินเดือนออกทางปากีสถานตะวันตกก็จะขนเงินเอามาจ่ายให้

เหมือนกับว่ากระทรวงการคลังของเราจะเป็นผู้ส่งไปหรือให้คนที่มีหน้าที่มารับเงินไปจ่ายกันเองทำนองนั้น ซึ่งคนไทยเราไม่รู้สึกอะไร เนื่องจากของเรามันเป็นแผ่นดินติดต่อกัน และการไปมาหาสู่กันสะดวก(ตอนนั้นผมอายุประมาณ 13-14 ขวบได้กระมัง ที่นางอินธิราคานทีสั่งให้ทหารอินเดียลุยเข้าไปในประเทศปากีสถาน………….ผิด-ถูกไปบ้างก็ขออภัย เพราะHard disc เก่าๆของน้าหยอยจำมาได้ในแบบนี้)

รูปนี้คือร้านปะยางริมถนน ที่(ใครก็ได้เดินทางไปเมืองอินโดฯจะได้พบ)……….เยอะพอๆกับเมือเวียตนามนั่นแหละ

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 17 ธ.ค. 53 18:36:42

16 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10025242}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10025242

มาแว้วเด้อ

ขอโทษที เมื่อวานหลานสาวไปซ้อมเชียร์รีดเดอร์ ผมต้องไปดูแลเขาจน4ทุ่ม รับกลับมาบ้านก็เริ่มง่วงแล้ว เลยถือโอกาสตีอู้ไปวันหนึ่ง เช้านี้เลยกลับมาแก้ตัว ขออำภัยเด้อ

พอเช้าวันรุ่งขึ้น ผมออกมาเดินดูตรงที่เคยเป็นร้าน ก็ไม่เห็นร่องรอยของร้านที่ว่าอีกแล้ว นี่คือชีวิตในอินโดเนเซียครับ
อาหารการกินในเมืองอิเหนานั้น น่าจะมีเหมือนในประเทศไทยเราทุกอย่างครับ ยกเว้นทุเรียน. .โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ดี ๆ ผมไม่เคยเห็น

ผมเคยไปเดินเล่นในตลาดขายของสด เห็นมีลูกตาลเฉาะแบบที่เอามาปอกกินแบบลูกตาลอ่อนนั้นมีเยอะมาก เขาขายถุงละประมาณ 50 บาท ผมซื้อตุนเอาไว้กิน 2 ถุง เพราะตอนดึก ๆ

ผมมักจะหิวแบบกระหายน้ำ (สงสัยจะเป็นเพราะซดยาธาตุน้ำแดงตรานักเลงมากไปหรือเปล่าไม่รู้) จะต้องมีของแช่เย็นหรือน้ำแข็งใส่น้ำแดงแช่เอาไว้ดื่มตอนดึก ๆ เสมอ

แต่ที่โรงแรมในอินโดฯ ไม่มีน้ำแดง ผมก็เลยซื้อลูกตาลอ่อนเอาไว้กินแก้หิวตอนดึก ๆ อย่างที่ว่านั่นแหละ

ทีแรก ไม่รู้หรอกว่าราคามันแพงถึงถุงละ 50 บาท (มีอยู่ประมาณ 15 ลูก) โดยถ้าเราซื้อในเมืองไทยจะตกประมาณถุงละ 20 บาทเท่านั้น
แต่เนื่องจากผมยังไม่คุ้นกับค่าเงินรูเปีย นึกว่าถุงละ 5000 รูเปียส (เงินอินโดฯ เรียกค่าเงินของเขาว่ารูเปีย แต่เมื่อมีการจ่ายเงินมากกว่า 1 รูเปีย เขาก็จะเติมเอส.ลงไปข้างท้าย ออกเสียงเป็นรูเปียส) เป็นเงินไม่กี่บาท

พอกลับมาถึงโรงแรมและเอาอัตราค่าแลกเปลี่ยนมาเทียบถึงได้รู้ว่าลูกตาลถุงนั้นตกถุงละ 50 บาท….

.โคตรอภิมหาแพงเลย

ประเมินดูจากค่าของอุปโภค ด้วยราคาลูกตาลอ่อนอย่างนี้แล้ว ทำให้ผมรู้ว่าคนอินโดฯ นั้นคงจะอยู่ในอาการโคม่า เพราะพิจารณาเอาว่ามีคนขายบุหรี่แบบขายทีละตัว เขาจะได้กำไรวันละกี่บาทกัน

.สมมุติว่าได้กำไรคนละ 20 บาท…..ขนาดลูกตาลอ่อนซึ่งเกือบจะไม่มีค่าอะไรนัก พวกเขาก็ยังซื้อกินกันไม่ได้ อย่างเก่งก็คงจะกินกล้วยทอดคนละลูก-2 ลูก ไปตามเรื่อง

แต่ในทางกลับกัน ผมให้แปลกใจเอาจริง ๆ ว่า ทำไมเมืองแห่งนี้จึงมีแต่ธนาคารมากมายเอาเหลือเกิน ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครมันจะเอาเงินมาฝากกันมากนัก ประมาณว่าตึกสูง ๆ ขนาด 10 ชั้นที่เรามองผ่านตาไปตามริมถนนในเมืองจาร์การ์ต้า

ทุก ๆ ระยะทาง 50 เมตรจะเป็นธนาคารเสีย 1 ตึก ระยะทาง 1 ป้ายรถเมล์ก็จะมีธนาคารประมาณ 10 ธนาคาร. และเป็นอย่างนี้ทั้ง 2 ฝั่งถนน .คุณว่าเยอะหรือเปล่าล่ะ

และธนาคารแต่ละแห่งนั้นชื่อไม่ซ้ำกันเลย คงจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีธนาคารมากขนาดนี้. เป็นฝีมือของคนในตระกูลซูฮาร์โต้หรือซูกาโน่ นั่นแหละไม่มีใครหรอก

จานดาวเทียมอีกอย่างหนึ่ง…..มองดูด้วยสายตาแล้วไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็กเรือนน้อยยังไง เขาก็มีจานดาวเทียมไปทุกบ้าน ซึ่งความเป็นไปได้อันนี้สูง เนื่องจากอินโดเนเซียมีดาวเทียม “ปาลาป้า” ของเขาอยู่บนท้องฟ้า 1 ดวง

ผมไปเที่ยวอินโดเนเซียอยู่ 2-3 ครั้ง ก็ได้เห็นจานรับสัญญาณดาวเทียมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนไทยเราเพิ่งจะมาฮิตกันในช่วงที่มีจานทรูมูฟอะไรนี่แหละ เมื่อก่อนนั้นบ้านผมก็ติดจานทรูมูฟที่ว่านี้ เห็นเขาโฆษณาว่า โทรศัพท์ 300 บาทแล้วสามารถติดตั้งจานด้วเทียมได้ในราคา2,000 บาท น้าหยอยก็ไปบ้าเห่อติดกับเขาด้วย

เอาเข้าจริงๆแล้วบิลเขาแบ่งเป็น2ส่วน คือเป็นค่าโทรศัพท์ครึ่งหนึ่งและค่าดูสถานีดาวเทียมครึ่งหนึ่ง เดือนไหนเราโทรเยอะ ค่าโทรมันก็จะบานเบิกออกไปยังกะเห็ดหน้าฝน จนระยะหลังๆมานี่ เขามีโปรโมชั่นให้ดูหนังดีๆและสารคดี ดิสคัฟเวอรี่ เชิญให้สมัครเพิ่ม

เพิ่มไปเพิ่มมาแบบนี้แหละ พักเดียวเองค่าบริการทั้งหมดมันตกเข้าไปเดือนละพันกว่าบาท น้าหยอยเลยกลายเป็นน้าจ๋อยไปด้วยประการละฉะนี้

รูปนี้คือเด็กอินโดเนเซียอ่ายุ 4ขวบ ซึ่งเป็นข่าวล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วว่า โรงพยาบาลรัญพยายามเอาตัวไอ้หนูคนนี้ไปบำบัด จากการดูดวันละ60ตัว มันลดลงได้เหลือแค่40ตัวต่อวันแล้ว พ่อแม่มันตามใจไปได้ยังไงยังนึกไม่ออกเหมือนกัน

555 น้าหยอยดูดเข้าไปเฮือกหนึ่งสำลักจนจุกไปหมดทั้งหน้าอก

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 16 ธ.ค. 53 12:04:01

14 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10021141}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10021141

มาแว้ว

รถโดยสารในละแวกนี้ก็จะเป็นรถ 3 ล้อแบบรถตุ๊ก ๆ แต่รูปทรงจะแหลม ๆ บาง ๆ ซึ่งเป็นรถจากประเทศอินเดียส่งเข้าไปขาย ยี่ห้อบาจ๊าด เมื่อเข้าเขตเมืองหลวงก็หมดเขตวิ่งของรถตุ๊กๆ เป็นหน้าที่ของรถเมล์เล็กประเภทรถ 2 แถวเล็ก และรถเมล์ธรรมดา

คนที่นี่ ส่วนมากจะมีแต่คนจนนะ สังเกตดูได้ง่าย ๆ จากร้านรวงต่าง ๆ นั้น ตามริมถนนส่วนมากแล้ว จะมีรถขายของเป็นเพิงเล็ก ๆ แบบรถเข็น ขายก๋วยเตี๋ยวหรือขายกาแฟ

รถที่บอกนี่ เขาต่อกันเองชนิดตามบุญตามกรรม ไม่มีรูปแบบหรือรูปทรงอะไรทั้งสิ้น มองดูเก่าและผุพังเป็นตู้หรือเป็นกล่องเคลื่อนที่มากกว่า ส่วนบางคนไม่มีรถเข็นเคลื่อนที่ก็จะมีอีกรูปแบบหนึ่ง

คือเป็นร้านปะยางริมถนน คนรับจ้างปะยางก็จะมีถังปั๊มลมเป็นอุปกรณ์หลัก แสดงให้เห็นว่ามีเครื่องสูบลมพร้อมที่จะรับปะยางแน่นอน เจ้าของร้านปะยางที่กล่าวนี้ ก็จะนั่งรอลูกค้าอยู่ริมถนนนั่นแหละ ไม่ต้องมีร้านหรือแผงลอยอะไรซักอย่าง

..ชาวอินโดเนเซียที่ผมเห็นในปีนี้น่าสงสารมากนะ เพราะอย่างที่บอกว่ามีแต่คนจนทั้งนั้น สิ่งที่ผมเห็นมากมายตามริมถนนก็คือ ร้านขายบุหรี่

ร้านขายบุหรี่ที่ว่านี่ก็ไม่ได้ตั้งเป็นร้านหรือแผงลอยแต่อย่างใด คงเป็นแบบใช้ลังสบู่หรือลังนมอย่างใดอย่างหนึ่งวางเอาไว้ แล้วคนขายก็แกะเอาบุหรี่วาง บนกล่องที่กล่าวนั่นเฉย ๆ

คนไปใครมาและอยากสูบบุหรี่ก็แวะซื้อคนละตัวหรือสองตัวไปตามเรื่อง ไอ้เรื่องว่าจะซื้อแบบยกซองผมยังไม่เคยเห็น มันคือความรำเค็ญของคนที่นี่ ขนาดที่ว่าต้องซื้อบุหรี่ดูดทีละตัวนั่นแหละครับ

แล้วร้านขายบุหรี่ที่บอกนี่ก็มีแยะเอาจริง ๆ ขนาดที่ว่าป้ายรอรถเมล์หลังหนึ่งจะมีคนขายบุหรี่แบบนี้อยู่ประมาณ 10 ราย เรียกว่าคนขายมากกว่าคนซื้อ…ก็น่าจะประมาณนั้นนะครับ

อาหารที่ขายแบบพอประทังชีวิตของคนอิเหนาที่ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือกล้วยทอด อย่างนี้กระมังที่เป็นต้นกำเนิดของกล้วยแขกในเมืองไทยเรา จะว่าใช่หรือไม่ใช่ไม่รู้ละ เพราะคนอินโดเนเซียนี่ก็คือคนแขก พอคนแขกทอดกล้วยขายเราก็เลยเรียกกันว่ากล้วยแขก

จริงหรือไม่จริงผมไม่ขอยืนยันครับ แต่ความที่ อนาถามาก ๆ อย่างที่น้าหยอยเล่าให้ฟังนี่ ก็สรุปได้ว่าที่อินโดเนเซียขายกล้วยทอดจริง ๆ คือใช้กล้วยห่าม ๆ ทอดลงไปในน้ำมันเฉย ๆ โดยไม่ได้มีการชุบแป้งเหมือนอย่างในประเทศไทยเรา

พอมีคนซื้อทีหนึ่งเขาก็เอาไม้จิ้มแบบหมูปิ้ง เสียบให้เดินกินไปลูกหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าราคาเท่าไหร่

ผมไปทีไรจะเห็นแต่พวกวนิพกแฮะ เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นดีดกีตาร์กัน 3-4 คน เล่นตามป้ายรถเมล์ ผมไปยืนฟังเขาหลายครั้ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของวัยรุ่นอารมณ์ดีมายืนร้องเพลงเล่นสนุก ๆ ตามป้ายรถเมล์ เ

นื่องจากเห็นว่าพวกเขาเป็นเด็กกว่าที่ผมจะสามารถจัดให้เป็นคนวนิพกได้
มารู้เอาทีหลังก็ตอนที่ผมเดินออกไปเที่ยวในตอนกลางคืนนั่นซี. ที่นี่เขาจะมีแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ บริเวณทางเดินเท้าทั่วไปนั้นในตอนกลางวันเราจะไม่เห็นอะไรให้มีร่องรอยว่ามันจะกลายเป็นร้านค้าไปได้

พอตกหัวค่ำเท่านั้นก็เป็นเรื่อง
มันกลายเป็นว่า พ่อค้าประเภทก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวต้มพุ้ยจะยกขบวนมาจับจองทางเดินเท้าริมถนนเต็มไปหมดเลยทีเดียว
เขาจะเอาผ้าลินินสีขาวมาขึงล้อมแบบที่เราเคยเห็นการแสดงเมียงู หรือว่ากั้นดูสัตว์ประหลาดตามงานวัดอย่างนั้นแหละ และไม่ต้องมีหลังคา โดยในรั้วผ้าที่กล่าวนั้นเขาก็จัดตั้งเป็นโต๊ะเก้าอี้ สำหรับผู้เข้าไปกินอาหารอยู่ 4-5โต๊ะ ส่วนพ่อครัวก็ออกมาปรุงอาหารนอกรั้ว

ผมเห็นวนิพก 3-4 คน เดินดีดกีตาร์ไปตามร้านที่กล่าวนี้แบบเข้าร้านนู้นออกร้านนี้หลาย ๆ แห่งเข้า ก็เลยรู้ว่าคนพวกที่ว่านี่ เป็นวนิพกเอาในช่วงกลางคืนนี่แหละ
พอเช้าวันรุ่งขึ้น ผมออกมาเดินดูตรงที่เคยเป็นร้าน ก็ไม่เห็นร่องรอยของร้านที่ว่าอีกแล้ว นี่คือชีวิตในอินโดเนเซียครับ

อาหารการกินในเมืองอิเหนานั้น น่าจะมีเหมือนในประเทศไทยเราทุกอย่างครับ ยกเว้นทุเรียน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ดี ๆ ผมไม่เคยเห็น

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 14 ธ.ค. 53 20:49:47

13 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10016863}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10016863

ลุยต่อเลยนะครับ ย้อนให้อ่าน3บรรทัดเหมือนเดิม จบแล้วจะได้ไปขี่รถลุยแก่งหลี่ผี แถวลาวใต้กัน

เมื่อสงครามได้เสร็จสิ้นลงในปี 2487-88 ประเทศที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคมทั้งหลาย ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกนั่นปั่นป่วนไปหมด เนื่องจากญี่ปุ่นนั้น ได้เข้ามาแสดงพลังอำนาจตัดกำลังของประเทศจักวรรดิ์นิยมไปจนหมดสิ้น

คือหมดอำนาจวาสนาที่จะปกครองประเทศเมืองขึ้นได้ ในยุคที่ญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบกนั่นเอง
ประเทศต่างๆ ที่กล่าวก็เลยได้รับเอกราช จากผลพลอยได้นี้ไปแบบทุกข์ลาภเกือบจะทุกประเทศ นับตั้งแต่มาเลเซีย, อินเดีย, อินโดเนเซีย ประเทศพวกนี้ได้รับเอกราชพร้อม ๆ กัน รวมเป็นเวลาเฉลี่ย30 ปีนับตั้งแต่สงครามโลกสงบลง

จะมียกเว้นอยู่ประเทศเดียวที่ไม่ยอมเป็นเอกราช แม้ว่าประเทศผู้เข้าครอบครองเอกราชจะประกาศให้ประเทศเมืองขึ้นได้เป็นอิสระก็คือ ประเทศบรูไนที่อยู่ติด ๆ กับมาเลเซียนี่เอง

เหตุที่ประเทศบรูไนไม่ยอมรับเอกราชนั้น ก็เนื่องจากประเทศนี้เป็นรัฐอิสระที่เล็กจิ๋วเดียว และแถมยังเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลกซะอีก (เมื่อคำนวนจากจำนวนประชากร)

เนื่องจากประเทศนี้มีบ่อน้ำมันอยู่ใต้ดินจมหู ประชาชนของเขาก็เลยได้ยกเว้นภาษีทุกอย่าง และรัฐบาลกลางก็มีบริการสาธารณูปโภคฟรีให้กับประชาชนของเขาครบถ้วนกระบวนความอีกต่างหาก

นับตั้งแต่โทรศัพท์, น้ำ,ไฟ,การศึกษา เผลอๆแถมเรื่องการคมนาคมเข้าไปด้วยแน่ะ
อังกฤษประกาศให้เอกราชแก่ประเทศบรูไนเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาเห็นจะได้นะครับ แต่รัฐบาลบรูไนคิดสะระตะดูแล้วว่า หากอังกฤษให้เอกราชจริง แต่บรูไนเป็นประเทศเล็กนิดเดียว จะเอากำลังที่ไหนมาปกป้องตนเองได้ล่ะ

เพราะมาเลเซียก็ยืนยิ้มอยู่หน้าประตูบ้านพระหน่อหนึ่ง (ซึ่งที่จริงบรูไนและมาเลเซียก็เป็นประเทศเดียวกันมาแต่แรกแล้ว) ทางหลังบ้านก็มีอินโดเนเซียยืนถือตะพดหนวดกระดิกอยู่อีกคนหนึ่ง อย่ากระนั้นเลย บรูไนขอเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษต่อไปดีกว่า

ว่าแล้วบรูไนก็บอกว่า “ตูไม่ยอมรับเอกราชเด้อ…..”
ป่านนี้การณ์จะเป็นไปยังไงผมไม่รู้แล้วแฮะ คุณลองสืบความจริงเอาเองก็แล้วกัน น้าหยอยขี้เกียจค้นหารายละเอียด

อ้าว…..นี่ว่าจะเขียนถึงเมืองอินโดเนเซีย ไหงผมเขวมาอยู่เมืองบรูไนได้ฟะเนี่ย
เอ้า…..งั้นกลับมาเขียนถึงประเทศอิเหนาต่อไปก็แล้วกันนะครับ

การจะเดินทางเข้าไปในประเทศอินโดเนเซียได้ก็มี 2 ทาง คือข้ามเรือจากช่องแคบมะละกาไปขึ้นบกที่เกาะสุมาตราเหนืออย่างหนึ่ง

หรือข้ามเรือที่ประเทศสิงคโปร์ไปขึ้นที่เกาะบาตัมของอินโดเนเซียอีกแห่งหนึ่ง (เมื่อก่อนหน้านั้น นักแข่งรถวิบากของไทยในยุค วัชระ ปัญจะมูล-เฉลิมศักดิ์ ทองแย้ม เคยข้ามไปกับน้าหยอย-ไปแข่งรถกัน)

หรือไม่หยั่งงั้นก็ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่เมืองจาร์การ์ต้าอีกอย่างหนึ่ง

ผมไปมาทั้งหมดที่มีทางไปนั่นแหละครับ…..ก็บอกแล้วว่าไปอินโดเนเซียมา 3-4 ครั้งเห็นจะได้ แต่จะให้ง่ายก็ขึ้นเครื่องบินไป เนื่องจากเราสามารถร่นเวลาลงไปได้อย่างน้อย 4 วัน สำหรับการขี่มอเตอร์ไซค์ไปตั้งหลักที่ช่องแคบมะละกาอย่างที่บอก
เครื่องบินจะใช้เวลาบินจากสนามบินดอนเมืองไปถึงเมืองจาร์การ์ต้าเป็นเวลา 2 ชม.เศษ ก็จะไปลงที่สนามบินซูการ์โน ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับประธานาธิบดีคนแรกของอินโดเนเซีย

การปกครองของประเทศอินโดเนเซีย ผมสังเกตุดูหลายแห่งแล้วรู้สึกว่าเขาชอบแบ่งโซนการปกครองเป็นภาคๆ อย่างเกาะชวาที่ตั้งเมืองหลวงนี้ เขาก็จะแบ่งเป็นชวาเหนือ ชวากลาง และก็ชวาใต้เช่นเดียวกัน

สนามบินแห่งนี้อยู่ส่วนของชวาเหนือครับ เราต้องนั่งรถเข้าไปยังชวากลางซึ่งเป็นเมืองหลวงเป็นระยะทางประมาณ 50 กม. ตลอดระยะทางดังกล่าวนี้จะเป็นแหล่งของคนจน

โดยเฉพาะบ้านเรือนทั่วไปจะเป็นแบบสลัม และรถโดยสารในละแวกนี้ก็จะเป็นรถ 3 ล้อแบบรถตุ๊ก ๆ แต่รูปทรงจะแหลม ๆ บาง ๆ ซึ่งเป็นรถจากประเทศอินเดียส่งเข้าไปขาย ยี่ห้อบาจ๊าด(ตามรูปที่โพสเข้าไปให้ดูตอนเมื่อวาน)

เมื่อเข้าเขตเมืองหลวงก็หมดเขตวิ่งของรถตุ๊กๆ. เป็นหน้าที่ของรถเมล์เล็กประเภทรถ 2 แถวเล็ก และรถเมล์ธรรมดา

รูปนี้น้าหยอย ไปเที่ยวพิพิธภัณท์(เอ๊ะเขียนถูกป่าวฟะ .มองแปลกๆพิกล)ชาติพันธ์มนุษย์ของรัฐบาล กลาง ประมาณว่าเป็นหมู่บ้านจำลองน่ะ เขาสร้างบ้านสารพัดแบบที่อยู่ตามกลุ่มชาติพันธ์เอาไว้ให้เราศึกษาวิถีชีวิตของคนอินโด

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 13 ธ.ค. 53 19:08:46

12 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10013542}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10013542

มาแว้วเด้อ

3บรรทัดเหมือนเดิมเด้อ

เกาะชวาหรือจาฟา ที่กล่าวนี้จะอยู่ตรงดิ่งในแนวเส้นศูนย์สูตร ตรงกับประเทศไทยเรา หากใช้ไม้บรรทัดพาดตรงไปจากกรุงเทพจนถึงเมืองจาร์การ์ต้านี่ก็จะผ่านประเทศสิงคโปร์อย่างที่บอกไปแล้ว .เพราะฉะนั้น เวลาในเมืองจาร์การ์ต้าก็จะตรงกับเวลาในประเทศไทยเรา

ตัวเกาะจะพาดขวางเส้นรุ้งไปทางตะวันออก แล้วก็เว้นวรรคอีกประมาณ 200 กม. เป็นทะเลไปจนถึงเกาะบอร์เนียว ซึ่งยาวเหยียดไปจนจรดประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลยทีเดียว

เคยอ่านข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเจอะเรื่องกองทัพของอินโดเนเซียยิงกับทหารของประเทศติมอร์เพื่อแย่งกันครองพื้นที่บ้างไหมล่ะครับ. .นั่นแหละที่มันอยู่ใกล้กับประเทศนิวซีแลนด์นะ. เกาะติมอร์ที่กล่าวนี้โปรตุเกสเขายังปกครองอยู่ (ในช่วงที่ผมไปนะครับ ..ตอนนี้เป็นประเทศใหม่ไปแล้ว เพราะนี่คือการเล่าย้อนหลังตามสสภาพจริงของยุคนั้น)

จากลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นเกาะขวางโลกอย่างที่บอกมานี่แหละครับ ทำให้เกาะทางซีกทะเลตะวันออกของอินโดเนเซีย มีเวลาห่างจากเกาะทางซีกโลกตะวันตกเป็นเวลาหลายชั่วโมงและแถมเกาะใหญ่ ๆ ที่กล่าวนี้ยังมีเกาะบริวาร อีกนับเป็นหมื่นเกาะ

คนอินโดเนเซียนั้นจึงมีหน้าตาแบบแปลก ๆ ไม่ซ้ำแบบกันอยู่หลายเผ่า โดยบางเผ่าหน้าตาดูจะหนักไปทางคนพื้นเมืองประเทศนิวกินี จมูกงุ้ม ๆ และผมหยิกหยอง นึกไม่ออกก็ลองนึกหน้าคนป่าเผ่าเมารีแก้ขัดไปก่อนก็ได้

ผมไปเห็นขบวนการรวมชาวเกาะเมื่อกว่า10ปีที่ผ่านมา อีตอนที่อินโดเนเซียฉลองเอกราชครบ 50 ปีพอดี ก็เลยได้เห็นความหลากหลายในเชื้อชาติของเขา…..

ประชากรทั่วไปของอินโดเนเซียจะนับถือศาสนาอะไรบ้าง ผมไม่ทราบ แต่ดูพฤติกรรมแล้วพวกเขาจะหนักไปทางอิสลามผสมกันกลาย ๆ กับฮินดู ซึ่งเราจะเห็นศิลปพื้นเมืองของเขา หนักไปทางฮินดู โดยสังเกตุจากการร่ายรำของศิลปพื้นบ้าน

ประการสำคัญ เขามีการนับถือลิงแบบหนุมานเหมือน ๆ กับชนชาวฮินดูในประเทศอินเดียซะด้วย แต่สัญลักษณ์ประจำประเทศของเขาคือสัตว์ในเทพนิยายเป็นคนผสมนก ที่เรารู้จักกันในนามของครุฑนั่นเอง แต่ชนอินโดเนเซียเขาเรียกกันว่า “การูด้า”

และตัวการูด้านี่ก็เลยมาเป็นเทรดมาร์คของสายการบินแห่งชาติของเขามาจนบัดนี้

ย้อนกลับมาถึงเรื่องการฉลองเอกราชครบ 50 ปีของประเทศอินโดเนเซียอีกครั้งนะครับ .ขอย้อนเล่าให้ฟังพอเป็นความรู้เพิ่มเติมให้ทราบว่า ในบรรดาประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งชอบมาล่าเมืองขึ้นในแถบทั่วภูมิภาคแห่งนี้นั้น

ส่วนมากแล้วเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อสงครามได้เสร็จสิ้นลงในปี 2487-88 ประเทศที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคมทั้งหลายแหล่ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกนั่นปั่นป่วนไปหมด

เนื่องจากญี่ปุ่นนั้นได้เข้ามาแสดงพลังอำนาจตัดกำลังของประเทศจักวรรดิ์นิยมไปจนหมดสิ้น

นี่คือหนุมานของอินโดเนเซีย ซึ่งจะมีให้เห็นหลายๆแห่ง แม้แต่ในสนามบินหรือโรงแรม

คือหมดอำนาจวาสนาที่จะปกครองประเทศเมืองขึ้นได้ ในยุคที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกนั่นเอง

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 12 ธ.ค. 53 16:51:57

11 ธ.ค. 53

Posted: ธันวาคม 19, 2010 in ขี่รถลุยลาวในอดีต

ขี่รถลุยลาวในอดีต{แตกประเด็นจาก V10004375}

กระทู้นี้แตกประเด็นมาจาก V10004375

มาแล้วเด้อ

สลามัตปากี สวัสดีอินโดน่ะนาย

555 น้าหยอยพาหนีจากกลิ่นนมเนยเมืองแขกตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วมาสัมผัสแขกตะวันตกเฉียงใต้ดูบ้าง ขอเล่าแบบให้พอสมดุลย์กับภาพที่จะพอหาได้นะครับ

เกือบจำไม่ได้แล้วว่าผมไปไหนต่อไหนมาบ้าง เพราะไปบางแห่งน้าหยอยเกิดอาการติดลม บุกมั่วซะจนเกือบลืมกลับบ้าน แล้วผลพวงทั้งหลายในช่วงวันของการผจญภัย ก็จะมาแปลงเป็นตัวอักษรให้คุณน้องคุณหลานได้ทัศนาติดต่อกันไปแบบเรื่อยๆเปื่อยๆ ก็แล้วแต่ความเข้มของเนื้อหา ที่มันเข้ามาสัมผัสกับตัวผมในแต่ละครั้งที่แส่ไปหาเรื่องมาเติมรสชาติให้กับชีวิต

คราวนี้ก็คงเหมือนเดิม ที่ผมเห็นว่า เพื่อนบ้านทางส่วนใต้ของเรานี่ยังมีก็แต่ประเทศอินโดเนเซียเท่านั้นที่น้าหยอยยังไม่ได้เอาเรื่องมาเขียนให้อ่านกันบ้างเลย ทั้ง ๆ ที่ตัวผมเองนั้นเคยข้ามไปกร่างที่ประเทศนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง 3 หน เมื่อเกือบ30ปีมาแล้ว

ก็หยั่งว่าแหละ

ในช่วงที่ผมข้ามไปซ่ามานั้นเหตุการณ์ในเมืองอิเหนาแห่งนี้ มันยังไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาให้กล่าวถึงมากนัก

ตราบจนกระทั่งมาถึงยุคไอเอ็มเอฟ. ครองโลกนี่ซี ความเข้มข้นในภูมิภาคแห่งนี้ก็เริ่มสับสน และมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่มีการจราจลเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีซูฮาโต้ให้ลงจากอำนาจที่ท่านบังเอิญรักชาติจนน้ำลายยืด

ปกครองอินโดเนเซียติดต่อกันมาถึง 30 ปี…..ว่ากันตั้งแต่หนุ่มยันแก่งั่กเลยก็แล้วกัน

อันว่าประเทศอินโดเนเซียนั้น นับเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในพื้นภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ มีประชากรรวมทั้งหมดประมาณ 200 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีพลเมืองนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลกอีกด้วย

เขาแยกย้ายกันอยู่บนเกาะใหญ่ ๆ ทั้งหมด 3 เกาะ คือเกาะสุมาตรา ซึ่งทอดตัวเฉียงใต้ไปทางประเทศศรีลังกา ทะแยงเฉียดมาเลเซียทางช่องแคบมะละกา

เราสามารถนั่งเรือไปขึ้นเกาะสุมาตราหรือมะละกาไปสุมาตราได้ในเวลา 2 ชม ก็ประมาณว่าจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังเกาะสมุยของเรานี่แหละ

จากเกาะสุมาตรานี่ ส่วนเหนือสุดก็จะอยู่เฉียงๆกับประเทศศรีลังกา (จำได้ไหมล่ะ-เมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้วที่มันเกิดคลื่นสึนามิ ถล่มเมืองอาเจะ จนตายไปเป็นแสน แล้วเลยไปถล่มประเทศศรีลังกาแล้วเลยมาเยือนพังงานั่นแหละ)

เขาเรียกว่าสุมาตราเหนือ แล้วไล่ลงมาทางใต้ใกล้ๆกับช่องแคบมะละกานี่ เขาก็เรียกกันว่าสุมาตรตอนใต้.

สุดเกาะแห่งนี้ซึ่งยาวหลายร้อยกิโลก็เว้นวรรคเป็นทะเลไปอีกประมาณ 2-300 กม. ก็จะเป็นเกาะใหม่ คือเกาะชวาซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศอินโดเนเซีย คือเมืองจาร์การ์ต้า.

ตรงเกาะชวาที่ว่านี้ หากเราเอาไม้บรรทัดลากตรงผ่านเมืองสิงคโปร์เลยต่อไปก็จะตรงกับเมืองจาร์การ์ต้าพอดี

คนไทยเรารู้จักชื่อเกาะชวา จากประวัติศาสตร์ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ในช่วงสมัยที่พระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองมะลายู ในช่วงต้นรัชสมัยของพระองค์ และก็มารู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนที่นี่ในนามของพระราชนิพนธ์เรื่อง “อิเหนา” กล่าวถึงเกาะชวาหรือเมืองอื่น ๆ

ที่เกี่ยวข้อง

คนไทยเราเลยค่อนข้างจะคุ้นหูกับชื่อของคนอินโดเนเซียค่อนข้างมาก
ความจริงแล้ว คนอินโดเนเซียเขาเรียกเกาะชวานี้ว่า “จาฟา” ครับ คือออกเสียงเป็น จ.จาน…..ไม่ใช่ ช.ช้าง และก็ ฟ.สระอา…อ่านว่า “จาฟา” ไม่ใช่ชวาอย่างที่เราเคยคุ้นหูกันมา

ส่วนเมืองจาร์การ์ต้านั้น คนอินโดเนเซียจะออกเสียงเป็น “จาการ์ร์ร์ ต้า” ออกเสียงรัว ร.เรือ ตรงคำว่า “การ์ร์ร์” ตรงที่ผมเขียน ร.เรือ การันต์เอาไว้ 3 ตัวนั่นแหละ ออก ร.เรือ แบบรัวยาวเลยก็แล้วกัน

เกาะชวาหรือจาฟา ที่กล่าวนี้จะอยู่ตรงดิ่งในแนวเส้นศูนย์สูตร ตรงกับประเทศไทยเรา หากใช้ไม้บรรทัดพาดตรงไปจากกรุงเทพจนถึงเมืองจาร์การ์ต้านี่ก็จะผ่านประเทศสิงคโปร์อย่างที่บอกไปแล้ว

เพราะฉะนั้น เวลาในเมืองจาร์การ์ต้าก็จะตรงกับเวลาในประเทศไทยเรา (ส่วนมาเลย์และสิงกะโปร์ที่อยู่ติดกัน กลับเร็วกว่าเวลาในประเทศไทยเรา 1ชม.น้าหยอยเป็นเง็ง)

รูปนี้เป็นตัวการูด้า (หรือครุฑนั่นแหละ)

จากคุณ : เคี้ยงโมโต
เขียนเมื่อ : 11 ธ.ค. 53 13:59:12